ประเภทสกรูเกลียวปล่อย
Tapping & Tek Screws
คู่มืออ้างอิงรูปแบบหัวสกรู (Head Styles), ร่องขัน (Drive Types) และลักษณะปลายเกลียว (Point Types) สำหรับสกรูเกลียวปล่อยและสกรูปลายสว่าน เพื่อการเลือกใช้งานที่ถูกต้อง
ลักษณะปลายสกรู (Point Types)
ลักษณะของปลายสกรูจะเป็นตัวกำหนดว่าต้องเจาะรูนำ (Pilot Hole) ก่อนหรือไม่ และเหมาะกับวัสดุประเภทใด
ปลายแหลม (Type A / AB)
เกลียวปล่อยปลายแหลม Type A เกลียวหยาบ, Type AB เกลียวละเอียดกว่า ใช้สำหรับขันยึดแผ่นโลหะบาง พลาสติก หรือไม้ ต้องเจาะรูนำก่อนขัน
ปลายตัด (Type B)
ปลายตัดตรง เกลียวละเอียดกว่า Type A มักใช้กับชิ้นงานที่มีรูนำอยู่แล้ว (Tapped hole) หรือใช้ยึดโลหะหนักและพลาสติกหนา ลดปัญหาปลายแหลมทะลุไปโดนชิ้นส่วนอื่น
ปลายสว่าน (Self-Drilling / Tek)
มีปลายคล้ายดอกสว่าน ทำหน้าที่ เจาะและต๊าปเกลียวในตัวเดียวประหยัดเวลา ไม่ต้องเจาะรูนำ เหมาะสำหรับงานหลังคาเมทัลชีท และโครงเหล็ก
รูปแบบหัวสกรูยอดนิยม
การเลือกหัวสกรูให้เหมาะสมกับหน้างาน มีผลต่อความสวยงามและการรับน้ำหนัก
Pan Head (หัวกลมแฉก/หัวบีกะทะ)
หัวทรงกลมแบนด้านบน ฐานเรียบ นิยมใช้ทั่วไป ให้แรงกดทับที่ดี
Flat / Countersunk (หัวเตเปอร์/หัวเรียบ)
หัวรูปกรวย ออกแบบมาให้ฝังเรียบเนียนไปกับพื้นผิววัสดุ
Truss / Mushroom (หัวร่ม)
หัวกว้างและแบนกว่า Pan head ช่วยกระจายแรงกดได้ดีเยี่ยม (ไม่ต้องใช้แหวน)
Hex Washer Head (หัวหกเหลี่ยมติดแหวน)
หัวหกเหลี่ยมพร้อมฐานกว้างคล้ายแหวน รับแรงบิดสูง มักเป็นสกรูปลายสว่าน
รูปแบบร่องไขควง
Phillips (หัวแฉก)
มาตรฐานทั่วไป ศูนย์กลางดี
Slotted (หัวแบน)
ทำความสะอาดง่าย รับแรงบิดปานกลาง
Hex Socket (หัวจม)
รับแรงบิดสูง ไม่รูดง่าย
Torx (หัวดาว)
ป้องกันหัวรูดได้ดีที่สุด รับแรงบิดสูงสุด
หลักการทำงานของ
สกรูเกลียวปล่อย
สกรูเกลียวปล่อย (Tapping Screw) ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเกลียวตัวเมียลงบนวัสดุโดยตรงในขณะที่ขันเข้าไป โดยแบ่งหลักการทำงานหลักเป็น 2 แบบ:
- 1. Thread Forming (การรีดเกลียว)ใช้การเบียดและบีบอัดเนื้อวัสดุ (เช่น พลาสติก หรือโลหะอ่อน) ให้เป็นร่องเกลียว ทำให้ได้เกลียวที่แน่นและทนต่อการคลายตัว ไม่มีเศษวัสดุร่วงหล่น
- 2. Thread Cutting (การตัดเกลียว)มีร่องบากที่ปลายสกรูทำหน้าที่เหมือนต๊าป (Tap) ตัดเฉือนเนื้อวัสดุแข็งให้เป็นรูเกลียว ใช้แรงขันน้อยกว่าแบบรีด แต่จะมีเศษวัสดุเกิดขึ้น
Hardened Surface
สกรูเกลียวปล่อยทุกตัวต้องผ่านกระบวนการชุบแข็งที่ผิว (Case Hardening) เพื่อให้ผิวของเกลียวมีความแข็งเพียงพอที่จะตัดหรือรีดเนื้อวัสดุอื่นได้ โดยที่แกนกลางยังคงความเหนียวป้องกันการขาด
รหัสมาตรฐานสกรูเกลียวปล่อยยอดนิยม
ISO / JIS / DIN| DIN Standard | JIS Standard | Description |
|---|---|---|
| DIN 7981 | JIS B 1122 | สกรูเกลียวปล่อย หัวกลมแฉก (Pan Head Tapping) |
| DIN 7982 | JIS B 1122 | สกรูเกลียวปล่อย หัวเตเปอร์แฉก (Countersunk Head) |
| DIN 7976 | JIS B 1123 | สกรูเกลียวปล่อย หัวหกเหลี่ยม (Hexagon Head Tapping) |
| DIN 7504K | - | สกรูปลายสว่าน หัวหกเหลี่ยมติดแหวน (Hex Washer Head Tek) |
เจาะลึกวิศวกรรมเกลียวปล่อย
เกลียวปล่อยไม่ใช่แค่การขันให้แน่น แต่คือกระบวนการทางวิศวกรรมที่เกลียวทำหน้าที่ "ตัด" หรือ "รีด" เนื้อวัสดุเพื่อสร้างเกลียวตัวเมีย (Internal Thread) การออกแบบที่แม่นยำจึงส่งผลโดยตรงต่อแรงดึงถอน (Pull-out Strength)
ความสำคัญของรูนำ (Pilot Hole Sizing)
ขนาดของรูนำ (Pilot hole) เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการติดตั้งสกรูเกลียวปล่อย:
- รูนำเล็กเกินไป (Undersized)ทำให้ต้องใช้แรงบิด (Torque) ในการขันสูงมาก อาจทำให้หัวสกรูรูด, สกรูขาด (Torsional Failure), หรือวัสดุที่ถูกขันแตกกะเทาะ
- รูนำใหญ่เกินไป (Oversized)เกลียวของสกรูจิกเข้าไปในเนื้อวัสดุได้น้อยลง (Low thread engagement) ทำให้แรงดึงถอน (Pull-out resistance) ต่ำลง และเกลียวรูดง่าย (Stripping)
รูปทรงเกลียว (Thread Geometry)
สกรูเกลียวปล่อยมีระยะพิตช์ (Pitch) และความลึกของเกลียวที่แตกต่างจากสกรูเครื่องจักรทั่วไป เพื่อเพิ่มพื้นที่หน้าตัดในการรับแรงในวัสดุที่อ่อนกว่า:
ระยะพิตช์ห่าง เกลียวลึกและคม ออกแบบมาเพื่อให้มีมวลของวัสดุที่ถูกยึด (เช่น ไม้ พลาสติก) เข้ามาแทรกอยู่ระหว่างร่องเกลียวได้มาก เพิ่มแรงต้านการหลุดถอน
เกลียวตื้นกว่าและถี่กว่า นิยมใช้กับแผ่นโลหะ (Sheet Metal) เพื่อให้มีจำนวนฟันเกลียวที่สัมผัสกับความหนาของแผ่นโลหะให้มากที่สุด
การคำนวณแรงดึงถอน (Pull-Out Capacity)
แรงดึงถอนสูงสุดของสกรูเกลียวปล่อย ขึ้นอยู่กับ พื้นที่ผิวเฉือน (Shear Area) ของวัสดุตัวเมีย โดยหลักการทางวิศวกรรม หากความยาวในการขบเกลียว (Length of Engagement) เพียงพอ สกรูควรจะขาดที่แกน แทนที่จะเป็นการรูดหลุดออกมา
As = Shear area of internal thread (พื้นที่เฉือนของเกลียวตัวเมีย)
τult = Ultimate shear strength of the mating material (ความต้านทานแรงเฉือนของวัสดุ)
อุตสาหกรรมและงานที่นิยมใช้
ด้วยจุดเด่นที่ติดตั้งเร็วและไม่ต้องทำเกลียวตัวเมียล่วงหน้า สกรูเกลียวปล่อยและสกรูปลายสว่าน จึงเป็นตัวยึดหลักในงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานโครงสร้างเบาไปจนถึงงานประกอบในสายการผลิต
งานหลังคาและผนังเมทัลชีท
สกรูปลายสว่าน (Self-Drilling) หัวหกเหลี่ยมติดแหวนยาง EPDM ใช้ยึดแผ่นเมทัลชีทเข้ากับแปเหล็ก เจาะและขันในขั้นตอนเดียว ลดเวลาทำงานบนที่สูง
งานโครงสร้างเหล็กเบาและงานระบบ
ยึดเหล็กกล่อง โครงคร่าวฝ้า รางวายร์เวย์ และงานติดตั้งระบบไฟฟ้า/ปรับอากาศ ที่ต้องการความรวดเร็ว และถอดประกอบซ้ำได้ในงานซ่อมบำรุง
งานเฟอร์นิเจอร์และไม้
สกรูเกลียวปล่อยเกลียวหยาบปลายแหลม ยึดไม้จริง ไม้อัด MDF และปาร์ติเกิลบอร์ด ให้แรงจับเกลียวสูงในเนื้อวัสดุที่อ่อนกว่าโลหะ
งานประกอบพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์
สกรูแบบรีดเกลียว (Thread Forming) สำหรับงานยึดชิ้นส่วนพลาสติกในเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่เกิดเศษตัด ลดความเสี่ยงลัดวงจรในวงจรอิเล็กทรอนิกส์
เกณฑ์การเลือกสกรูให้เหมาะกับงาน
การเลือกสกรูเกลียวปล่อยควรพิจารณาจากชนิดและความหนาของวัสดุ สภาพแวดล้อมการใช้งาน และรูปแบบหัว/ร่องขัน เพื่อให้ได้ทั้งความแข็งแรงและความสวยงามของงาน
1. ดูที่วัสดุและความหนา
วัสดุอ่อน (ไม้ พลาสติก โลหะบาง) เหมาะกับเกลียวหยาบปลายแหลม ส่วนเหล็กหนาหรือเหล็กโครงสร้าง ควรใช้ ปลายสว่าน (Tek) ที่เลือกความสามารถในการเจาะ (drill capacity) ให้สัมพันธ์กับความหนารวมของชิ้นงานที่ขันทะลุ
2. ดูที่สภาพแวดล้อม
งานภายในอาคารทั่วไปใช้เหล็กชุบซิงก์ก็เพียงพอ แต่งานภายนอก งานชายทะเล หรืองานสัมผัสความชื้น/สารเคมี ควรเลือกสแตนเลส SUS304/SUS316 เพื่อความทนทานต่อการกัดกร่อนระยะยาว
3. ดูที่หัวและร่องขัน
เลือกหัวเรียบ (Countersunk) เมื่อต้องการผิวเรียบเนียน เลือกหัวร่ม/ติดแหวนเมื่อต้องการกระจายแรงกด และเลือกร่องขันแบบ Torx/Hex เมื่อใช้แรงบิดสูงหรือขันด้วยเครื่องเพื่อลดปัญหาหัวรูด
วัสดุ การชุบผิว และการกันกัดกร่อน
Material / Coating| วัสดุ / ผิว | คุณสมบัติเด่น | เหมาะกับงาน |
|---|---|---|
| เหล็กชุบซิงก์ (Zinc Plated) | ป้องกันสนิมระดับพื้นฐาน ผิวเงาสวย ราคาประหยัด | งานภายในอาคาร งานทั่วไปที่ไม่โดนน้ำ |
| เหล็กชุบดำ / ฟอสเฟต | ผิวด้าน ลดการสะท้อนแสง รองพื้นก่อนทาสีได้ดี | งานเฟอร์นิเจอร์ งานที่ต้องทาสีทับ |
| สแตนเลส SUS304 | ทนกัดกร่อนสูง ไม่เป็นสนิมในสภาพทั่วไป ไม่เป็นแม่เหล็ก (โดยทั่วไป) | งานภายนอก งานครัว งานที่ต้องการความสะอาด |
| สแตนเลส SUS316 | ทนกัดกร่อนสูงกว่า 304 โดยเฉพาะไอเกลือและคลอไรด์ (มีโมลิบดีนัม) | งานชายทะเล งานเคมี งานอาหารและยา |
คำถามที่พบบ่อย
เกี่ยวกับสกรูเกลียวปล่อย
- สกรูเกลียวปล่อยกับสกรูปลายสว่าน ต่างกันอย่างไร?สกรูเกลียวปล่อยทั่วไป (Tapping) สร้างเกลียวในวัสดุได้เอง แต่ส่วนใหญ่ยังต้องเจาะรูนำก่อน ส่วนสกรูปลายสว่าน (Self-Drilling/Tek) มีปลายคล้ายดอกสว่านที่เจาะรูและทำเกลียวในขั้นตอนเดียว จึงไม่ต้องเจาะรูนำในงานเหล็กบางถึงปานกลาง
- จำเป็นต้องเจาะรูนำเสมอไหม?ขึ้นกับชนิดปลายและวัสดุ ปลายแหลม Type A/AB และงานในวัสดุแข็งมักต้องเจาะรูนำเพื่อลดแรงบิดและกันวัสดุแตก ส่วนสกรูปลายสว่านในเหล็กที่อยู่ในช่วงความสามารถของปลายสว่าน สามารถขันได้โดยไม่ต้องเจาะรูนำ
- ขันสกรูแล้วเกลียวรูดหรือหัวรูด เกิดจากอะไร?สาเหตุที่พบบ่อยคือรูนำใหญ่เกินไป (ทำให้เกลียวจับน้อย) การใช้ดอกไขควงผิดเบอร์ หรือใช้แรงบิดเกินจุดที่วัสดุรับได้ ควรเลือกขนาดรูนำให้เหมาะ ใช้ดอกขันที่พอดี และตั้งแรงบิดของเครื่องให้เหมาะกับงาน
- งานภายนอกควรเลือกวัสดุอะไร?สำหรับงานกลางแจ้ง งานชายทะเล หรือสัมผัสความชื้น/สารเคมี แนะนำสแตนเลส SUS304 หรือ SUS316 เพื่อความทนทานต่อการกัดกร่อน ส่วนงานหลังคาควรเลือกสกรูที่มีแหวนยาง EPDM เพื่อกันน้ำรั่วซึมที่รูเจาะ
ผลิตในไทย โดย S.J Screw Thai
โรงงานผลิตในจังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015 สั่งผลิตตามสเปคได้ พร้อมทีมเทคนิคให้คำปรึกษาการเลือกใช้ตัวยึด ส่งมอบไว ลดต้นทุนนำเข้า